[SF] The Behind Menteur
posted on 16 Aug 2010 00:23 by lapinrozAuthor: lapinroz
Rating: pg-13
Pairing/Characters: Junhyung x Hyunseung
Disclaimer: this fiction bears no resemblance to Real Life and these people are not owned by me.
A/T : ภาคต่อของpassionatoค่ะ ^^

เอาไงต่อดี?
เมื่อ12ชั่วโมงที่แล้วก็ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าพอถึงที่นี่แล้วจะทำอะไรต่อ คิดแค่ว่ายังไงก็ต้องถึงที่นี่ให้เร็วที่สุด...เท่านั้นเอง
งี่เง่าชะมัด..ยง จุนฮยอง....นี่คิดว่าปารีสมันแคบนักเหรอไงวะ..ไม่รู้ทางอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ..ไม่ได้ถามไอ้ดุจุนต่อเสียด้วยสิ
ให้ตายเหอะ!
ตาเรียวมองออกไปภายนอกโดมใหญ่ที่ล้อมรอบไปด้วยกระจกใส แสงแดดลอดผ่านเข้ามากระทบใบหน้า
..อย่างน้อยตอนนี้ที่นี่ก็ไม่ใช่ฤดูฝน..อย่างน้อยมันก็ตามเขามาถึงที่นี่ไม่ได้..
เหมือนจะกลายเป็นกิจวัตรไปเสียแล้วที่ดูจุนจะต้องมาหาเพื่อนของเขาที่ไนท์คลับทุกเย็นหลังจากส่งโยซอบที่ร้านไอ้บยองฮี
ร้านมืดทึบมีเพียงแสงอาทิตย์ส่องผ่านเข้ามาจากหน้าต่างที่น่าจะเรียกว่าช่่องสี่เหลี่ยมเล็กๆมากกว่าเท่านั้น
แต่ถึงจะมืดยังไงก็ยังคงเห็นร่างโปร่งในสภาพที่ดูไม่ได้เอาเสียเลยภายในกลุ่มควันสีขาวขุ่น..
'ถ้ามึงเลิกสูบบุหรี่ทั้งวันทั้งคืนแบบนี้กูมีรางวัลให้ด้วยแหละ' ดูจุนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
'มึงจะสื่ออะไรวะ- -' ถึงกระนั้นมือเรียวก็ยังคงคีบมวนบุหร่สีขาวไว้อยู่ดี ..ก็ทำไมเขาต้องเชื่อ?
'โยนไอ่ซองสุดท้ายของมึงมาเลย'
'ทำไมกูต้องฟังมึงด้วยวะ?'
'โยซอบฝากไอ้นี่มาให้มึง'
'อือ' ตอบรับไปแต่สายตาของจุนฮยองยังคงง่วนอยู่กับการจุดบุหรี่มวนใหม่
'จากฮยอนซึง'
'........' แค่ชื่อนั้นก็ทำให้เขาชะงักได้แล้ว..
'โยนทั้งหมดนั่นลงถังขยะก่อน เดี๋ยวกูให้มึง' ดูจุนโบกโปสการ์ดในมือไปมา
'ทำตัวเหมือนแม่เลยนะมึง..มึงแม่ง..อยู่กับโยซอบมากเกินไปแล้วว่ะ ' ปากบ่นแต่ก็ยอมทำตามอยู่ดี
มือเรียวกวาดทุกอย่างบนเคาท์เตอร์บาร์ลงในถังขยะด้านข้างจนหมดแม้กระทั่งที่เขี่ยบุหรี่ที่ล้นไปด้วยมวนสีขาว
เสียงของที่เขี่ยบุหรี่สีดำกระทบลงพื้นเสียงดังก้อง...กระดาษสีขาวถูกวางลงแทนที่
'ที่ไหนวะ?' ภาพของตึกสีขาวสูงตรงหน้า..
'ปารีส..'
:
'
นั่นเป็นทุกอย่างที่เขาได้ยินก่อนที่จะรีบออกจากร้านทั้งอย่างนั้น รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ที่นี่เสียแล้ว
จุนฮยองเดินลากกระเป๋าหนังใบโตอย่างไร้จุดหมาย..ออกไปก็ไม่รู้จะไปไหนอยู่ดีว่ะ..
มือไล่กดหารายชื่อเพื่อนสนิทของเขาจากแบลคเบอรี่ในมือ..ที่พึ่งสุดท้ายในขณะนั้น
“เฮ้ย...กูอยู่ปารีสแล้วว่ะ เออ..กูอยู่ได้..แต่ตอนนี้กูยังไม่มีที่พักเลยว่ะ ฮ่าๆๆ”
......................................
.......................
หลังจากตบตีกับไอ้คนขับแท๊กซี่อยู่นานในที่สุดก็มาถึงห้องไอ้ดูจุนเสียที...เขามั่นใจว่าภาษาอังกฤษของเขามันก็ไม่ได้แย่
แต่เหมือนว่ามันจะแย่มากสำหรับคุณลุงคนขับแท๊กซี่ แถมชื่อถนนที่ตั้งคอนโดไอ้ดูจุนก็อ่านยากชิบหาย..
มือเรียวกดล๊อคกลอนประตูก่อนจะมองไปรอบๆห้องสีขาว เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างยังคงอยู่ในที่ของมัน
บ้านไอ้ดูจุนมันคงรวยจนไม่รู้จะทำอะไรกันแล้วล่ะครับลูกมาเรียนนอกไม่กี่ปียังซื้อคอนโดทิ้งไว้ให้
แต่ก็ดี..เพราะดูท่าคงต้องอยู่ที่นี่อีกนานเลยล่ะ...
ร่างโปร่งวางกระเป๋าใบใหญ่ลงบนเตียงกว้าง ก่อนจะเดินไปหยุดลงตรงหน้าต่างบานใหญ่..ผ้าม่านสีขาวทิ้งตัวลงพื้นไม้สีขาวเปื้อนฝุ่น
มือเรียวเอื่อมดึงผ้าม่านผืนใหญ่ไปคล้องไว้ด้านข้าง แสงแดดอ่อนลอดผ่านเข้ามาทำให้เห็นฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งไปทั่วห้องกว้างสีขาว
..ไม่ได้ดูสะอาดเหมือนที่เห็น.. สายตามองลงไปเบื้อล่างภาพของเมืองที่วุ่นวาย เต็มไปด้วยผู้คนทีเ่ดินขวักไขว่ไปมา...
ฉันจะหานายเจอรึเปล่านะ?...จาง ฮยอนซึง...
..........
....
ไหล่กว้างกระแทกเข้ากับผู้คนที่สวนทางอีกครั้ง เสียงสบถด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจดังขึ้นเป็นพักๆ ด่าไปเขาก็ไม่เข้าใจหรอกนะ...
ไม่รู้ว่าเขาเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว ตลอดทาง ทุกฝีเท้าที่ก้าวออกไป..สายตาที่เอาแต่จับจ้องผู้คนที่เดินสวนผ่านไปมา
ก็แค่หวังว่าอาจจะเจอ..ก็เท่านั้น....แล้วนี่เขาจะกลับถูกรึเปล่าเนี่ย...
จุนฮยองสาวเท้าเข้าไปยังร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยผู้คนก่อนจะเลือกนั่งลงบนเบาะภายในมุมหนึ่งของร้าน
ถึงข้างนอกนั่นจะอากาศดีแค่ไหนแต่ยังไงเขาก็ไม่อยากอยู่กลางผู้คนมากมายอย่างนั้นอยู่ดี..ยังไม่ชินอยู่ดี
พนักงานค่อยๆวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ กาแฟดำภายในแก้วเซรามิกสีขาวตรงหน้าดูคุ้นตาราวกับ...
อ่า...ทุกอย่างที่เขาทำมันเชื่อมไปฮยอนซึงได้เสมอเลย..
โปสการ์ดใบเดิมถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง พลิกแล้วพลิกอีก ราวกับว่ามันจะทำให้เขาเจอฮยอนซึงได้อย่างนั้นล่ะ...
'Sacre Coeur Basilica'โบสธ์สินะ..ถ้าลองไปที่นั่นดูเขาจะเจอรึเปล่านะ?...เขาจะเชื่อมันได้อยู่รึเปล่า..พรหมลิขิต..
ร่างโปร่งถอนหายใจอีกครา ยกแก้วสีขาวขึ้นมาจิบหาแฟสีดำรสขม..เสียงแซแซ่ดภายในร้าน..ภาษาที่เขาไม่คุ้นเคย
...นาย...อยู่ที่นี่จริงๆใช่ไหม?...ฉันจะเจอนายใช่ไหม?
..............................
...............
ร่างบางรีบเดินฝ่าฝูงคนตามสองข้างทางถนน พอเริ่มเข้าฤดูร้อนผู้คนก็เลยออกมาเดินเล่นตามสองข้างทางมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน..
เขาก็น่าจะชินได้แล้ว...ก็เคยอยู่มาตั้ง3ปีแล้วนี่นะ...
ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ..แต่เขาก็ขึ้นรถไฟผิดสายจนได้...ถ้าไม่ใช่เพราะที่ร้านเพิ่งมีหนักงานลาออกไป เขาก็คงไม่ต้องมาส่งของเองแบบนี้
ยังไงมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาสักหน่อยนี่? ว่าแต่..ที่นี่มันที่ไหนล่ะเนี่ย ผ่านไปแค่ปีเดียวทำไมอะไรๆก็เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ได้นะ
แล้วสำหรับเขาล่ะ...เขาจะต้องรออีกกี่ปี.. อีกนานแค่ไหนเขาถึงจะลืมเรื่องทั้งหมดได้...ความผิดที่เขากระทำไว้..
ใกล้เวลาร้านปิดแล้ว..ออกมาหลงทางข้างนอกนี่ก็เสียเวลามากพอแล้ว สองขาก้าวออกไปด้วยความเร่งรีบ
ไหล่บางกระแทกเข้ากับชายหนุ่มโดยบังเอิญ เขาผิดเอง หากแต่ไม่ทันได้กล่าวคำขอโทษใดๆ ร่างสูงหายไปกับกลุ่มผู้คนเสียแล้ว
...ก็คงจะรีบ...เหมือนกัน...
เสียงโทรศัพท์เครื่องบางดังขึ้นพร้อมกับข้อความบนหน้าจอ
'พี่ครับ ผมปิดร้านให้แล้วนะ กลับบ้านดีๆนะครับ^^ - ดงอุน'
ร่างบางส่ายหน้ากับตนเอง..รบกวนหมอนั่นอีกแล้วสิ แล้วตอนนี้จะไปไหนดีล่ะ กลับบ้านไปก็อยู่คนเดียวอีกอยู่ดี
ถอนหายใจอีกคราก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในร้านกาแฟชื่อดัง ป้ายไฟสีขาว-เขียวและเสียงแซแซ่ดของผู้คน
ตาคมเหลือบขึ้นมองผู้คนที่ต่อคิวอยู่หน้าเคาท์เตอร์ ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจก่อนที่จะทันคิดอะไร
สองเท้าก็ก้าวออกมาไกลจากร้านนั้นเสียแล้ว ใช่..เขายังก้าวไม่ถึงปลายคิวด้วยซ้ำ เขาไม่ได้ถอดใจ...
ก็แค่คนไม่กี่คน ถึงมากกว่านี้เขาก็ยังรอได้ หากแค่หนึ่งในนั้น...คุ้น....เหลือเกิน...
ฮยอนซึงรีบก้าวออกจากร้านด้วยความรวดเร็ว ไกลเกือบครึ่งโลกขนาดนี้ กว้างใหญ่ขนาดนี้ ...ไม่มีทางหรอก..
เขาเชื่ออย่างนั้น..ก็แค่คล้าย... ทรงผมนั้นประหลาดก็จริงแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครทำนี่...
...ไม่ใช่คนคนนั้นหรอก...
..............................
...............
สุดท้ายก็ต้องถึงแท๊กซี่อีกครั้ง แถมโชเฟอร์ก็คุยไ่ม่รู้เรื่องอีกแล้ว กะอีแค่บอกทางกลับบ้าน ไม่คิดเลยว่าเขาจะต้องมาลำบากขนาดนี้
ดูเหมือนว่าเขาจะต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสเสียแล้วล่ะมั้ง...
เสียง'คลิ๊ก'จากภายในประตูไม้ดังขึ้น ร่างโปร่งก้าวออกไปหยุดอยู่หน้าหน้าต่างบานกว้างอีกครา ภาพที่ต่างออกไปแม้จะยังไม่ข้ามวันเสียด้วยซ้ำ
เบื้องล่างไร้ซึ่งผู้คน ดวงไฟตามข้างทางค่อยๆสว่างขึ้น รถที่ขับผ่านไปมาประปราย..หมดวันเสียแล้วล่ะมั้ง..
มือเรียวเอื้อมดึงผ้าม่านผืนกว้างปิดลง หันกลับมามองข้าวของของตนก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่
...นี่ขนมาทั้งบ้านเลยรึเปล่าวะ?...
......
...
ไม้แขวนเสื้อไม้สุดท้ายถูกแขวนลงบนราวเหล็กทอดยาวสุดทาง กระเป๋าใบโตหลายใบทุกลากเก็บลงใต้เตียงเหล็กกว้าง
ร่างโปร่งเหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนัง กระพริบตาถี่เพื่อเพ่งมองมันอีกคราเพื่อเช็คเข็มวินาทีที่ยังคงเดิน..ไม่สิ้นสุด
คงต้องขอบคุณกาแฟดำจากเมื่อวานที่ทำให้เขาอยู่เก็บข้าวของได้จนรุ่งสางขนาดนี้... ไม่นอนเลยดีกว่าไหมนะ?
ความรู้สึกที่ว่า ทุกเวลาก็มีค่าทั้งนั้น ช้าแค่เสี้ยววินาทีทุกอย่างก็เปลี่ยนไปได้เสมอ บางทีถ้าเขาออกจากบ้านไปตอนนี้ วินาทีนี้
เบื้องล่าง หน้าประตูสีแดงของแมนชั่นหรูแห่งนี้... เขาอาจจะพบเจอใครสักคน..
หรือบางทีเขาก็อาจจะต้องนอนจริงๆ เขาคงเพลียมากถึงได้คิดเรื่องพรรคนี้ออกมาได้ ร่างสูงแค่นหัวเราะกับตนเองเบาๆ
มือเรียวเอื้อมแง้มผ้าม่านผืนเดิมเป็นครั้งสุดท้ายเผื่อ'ไอ้เรื่องพรรคนั้น'จะเป็นจริง ภาพเบื้องล่างยังคงเงียบสงัด..บางทีเขาก็คงคิดไปเองจริงๆ..
ไฟสีเหลืองนวลดับลงก่อนที่ร่างโปร่งจะทิ้งตัวลงบนเตียงกว้าง
.......................................................................
....................................
สองสามวันมานี้ดูเหมือนว่าอะไรๆก็แย่ไปเสียหมดสำหรับเขา เมื่อวานก็หลงทางจนต้องฝากให้ดงอุนอยู่เฝ้าร้านแทน
วันนี้ก็ดันตื่นสายอีกต่างหาก ทั้งที่ไม่ว่าเหนื่อยแค่ไหนเขาก็ไม่เคยตื่นสายขนาดนี้เลย...แย่ชะมัด..
มือบางพยายามค้นหามือถือเพื่อโทรหาเพื่อนร่วมงาน มืออีกข้างพยายามประคองหนังสือเล่มหนาและชีทหลายแผ่นที่คั่นตามหน้าหนังสือ
ชั่ววูบเท่านั้นที่ลมพัดวูบ รุนแรงราวพายุก่อนจะหายไป เศษใบไม้ร่วงหล่นลงบนพื้นพร้อมกับชีทงานหลายแผ่นกระจายปลิวว่อนไปทั่ว
ฮยอนซึงก้มหน้าลง หลบหนีแรงกระแทกจากสายลมที่พัดผ่าน ใบไม้ที่ลอยละล่องร่วงหล่นข้างเท้าบ่งบอกว่าคงหยุดลงแล้ว
ร่างบางนิ่วหน้าก่อนจะรีบก้มเก็บกระดาษเหล่านั้น นี่มันชักจะแย่เกินไปแล้วนะ.. ลมบ้านั่นมาจากไหนกันนะ ฤดูร้อนแบบนี้..
บ่นกับตัวเองก่อนจะยันตัวขึ้น สายตาเหลือบมองประตูบานสีแดงตรงหน้า ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะก้าวออกไป
เขาไม่ค่อยเดินผ่านทางนี้เสียเท่าไหร่...ทั้งที่มันเป็นทางลัดที่เร็วกว่าทางปกติที่เขาใช้ประจำทุกวัน เพียงเพราะประตูบานแดงนั่น
..แมนชั่นของดูจุน..เขารู้ดีว่าไม่มีใครอยู่บนนั้นแล้ว..แต่ความทรงจำไม่ได้อยู่แค่กับตัวเราไม่ใช่เหรอ ?
...ความทรงจำที่ฝังแน่นบนวัตถุไร้ชีวิต...
.........
...
กลิ่นหอมอ่อนๆจากดอกไม้นานาพรรณภายในห้องสีเบจดูอบอุ่นกระจายไปทั่ว ร่างสูงวุ่นนอยู่กับการยกพวกมันออกมาตั้งหน้าร้านในยามเช้า
ร้านดอกไม้ที่สุดมุมถนน ตาคมเหลือบมองทางม้าลายภอยนอกเป็นพักๆราวกับกำลังรอใครบางคนอยู่
ดงอุนเหลือบมองนาฬิกาภายในร้าน แปดโมงแล้วยังไม่มาเลย เป็นอะไรรึเปล่านะ?
“นายจัดเสร็จแล้วเหรอเนี่ย” เสียงดังขึ้นไล่หลังเขา ร่างบางท้าวมือลงบนเข่าของตน เสียงหอบเหนื่อยบ่งบอกได้เลยว่าคงจะรีบมากจริงๆ
“ครั้งแรกที่ผมมาก่อนพี่นะเนี่ย” ดงอุนกล่าวปนหัวเราะ
“สัญญาเลยว่าจะไม่มีครั้งที่สอง ฮะๆ” มือบางปัดเศษใบไม้สองสามใบบนโต๊ะไม้ออกก่อนจะวางสัมภาระของตนลงบนโต๊ะหลังร้าน
ตาคมเหลียวมองตารางคิวงานบนฝาผนัง ช่วงนี้ไม่มีเทศกาลอะไรเป็นพิเศษก็เลยไม่ต้องจัดส่งงานใหญ่ๆมากนัก
แต่ดูเหมือนเขาอยากจะให้ร้านมันยุ่งๆกว่านี้เสียมากกว่า เงียบเหงาอย่างนี้ความคิดมันก็ยิ่งแล่นเร็วกว่าเดิม..
“บางทีฉันอาจจะต้องไปโบสถ์นั่นอีกทีเสียแล้ว ดูเหมือนจะทำบาปเยอะเกินไปจริงๆ” ฮยอนซึงเอ่ยขึ้น
“พี่พูดอะไรแปลกๆนะ ฮ่าๆ” ดงอุนตอบ มือก้มลงวางถังเหล็กสีเงินเต็มไปด้วยลิลลี่สีขาวลง ถังสุดท้ายเสียที..
“ช่วงนี้ฉันซวยชะมัดเลย!” ฮยอนซึงเอ่ยก่อนจะปาดอกไม้ในมือลงในถัง เดซี่สีขาวช้ำร่วงหล่นลงสู่ก้นถัง กลีบสีขาวที่หลุดเกลื่อน
หมดค่าก็ใช้การไม่ได้... ไม่มีใครซื้อดอกไม้ที่ร่วงโรยหรอกนะ..
“พี่ต้องโดนดึงดูดแน่ๆ พี่โดนใครบางคนดูดพลังงานไปแน่เลย เชื่อผมดิ” ดงอุนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
อะไรแบบนี้มันทำให้เขานึกถึงน้องชายของเขาจริงๆ โยซอบก็คงพูดแบบนี้กับเขาเหมือนกัน...
“ฉันเชื่อนายทุกอย่างแหละ ฮ่าๆ” ฮยอนซึงหัวเราะก่อนจะหันกลับไปคัดดอกไม้ในถังเหล็กตรงหน้าต่อ
เสียงกระดิ่งจากประตูหน้าร้านเป็นสัญญาณว่าคงจะมีลูกค้ามาแล้ว ดงอุนพยักหน้าให้เขาก่อนจะเดินออกไปหน้าร้าน
ไม่ค่อยจะมีใครมาเช้าๆอย่างนี้หรอก ยิ่งวันธรรมดาอย่างนี้แล้วด้วย ร่างบางพยายามเชง้อมองออกไปนอกร้านด้วยความสงสัย
ก่อนที่เสียงดงอุนจะตะโกนกลับมาถามเขา
“พี่ฮยอนซึง! ถ้าจะไปSacre Coeur Basilica นี่ต้องนั่งเมโทรสายไหนอ่ะ พี่ไปมาไม่ใช่เหรอ?”
“สาย8 ทำไมเหรอ?” ร่างบางตะโกนถามกลับไป หากแต่เสียงเบรกรถที่เสียดสีไปกับถนนดังขึ้นจนเขาไม่สามารถฟังคำตอบจากดงอุนได้
เขาเริ่มจะชินกับมันเสียแล้ว ความวุ่นวายของที่นี่.. มีเพียงเสียงปิดประตูเท่านั้นที่ได้ยินก่อนที่ดงอุนจะเดินกลับเข้ามาหาเขา
“เขามาถามทางเฉยๆอ่ะพี่”
“อือ งั้นเหรอ”
......
...
จุนฮยองทิ้งตัวลงบนม้านั่งข้างทาง ตาเรียวก้มมองบุหรี่ที่เกลื่อนแทบเท้าก่อนจะหยิบโปสการ์ดขึ้นมาดูอีกครา
เลี้ยวข้างหน้าก็สถานีแล้วแต่เขาคงหยุดลงแค่นี้.. ไม่ว่าข้างหน้านั่นจะสาย8ตามที่หมอนั่นพูดหรือไม่ก็ตาม..
เขาไม่จำเป็นต้องตามโปสการ์ดนั่นอีกแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องไปโบสถ์สีขาวในรูปนั้นแล้ว...
ดูเหมือนว่าเขาจะเจอเข้าแล้วล่ะ...ชื่อนั่นไม่ได้มีเพียงคนเดียวก็จริง แต่เสียงที่ได้ยินนั่น...
...มีหรือเขาจะจำมันไม่ได้....
..........................................................
ร่างบางหยุดลงบนทางเท้า สายตาจ้องไปยังสัญญาณไฟสีแดงเริ่มกระพริบถี่เป็นสัญญาณ ...ช้าชะมัด...
ก่อนที่เสียงโทรศัพท์เครื่องบางดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ที่คุ้นเคยโชว์ขึ้นบนหน้าจอ นิ้วเรียวเลื่อนผ่านจอเพื่อรับสายเวลาเดียวกับที่สัญญาณไฟเปลี่ยนสี
“ว่าไง? ฉันใกล้จะถึงแล้วน่า..” สองเท้าที่รีบก้าวออกไปพร้อมกับเชง้อมองร้านดอกไม้จากอีกฝั่งตรงข้าม...ก็ใกล้แค่นี้เอง...
.......
...
เสียงกริ่งที่ถูกผูกไว้กับปลายประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่เพิ่งเข้ามาเยือน หนังสือเล่มหนาในมือพร้อมกับข้าวของเต็มมือ
ถูกวางลงบนโต๊ะอย่างแรงพร้อมกับเสื้อโค๊ทสีครีมที่เจ้าตัวเพิ่งถอดทิ้งไว้ตรงนั้น ดูท่าวันนี้ก็อารมณ์ไม่ดีเหมือนเคย..
“เอ่อ...พี่ซึงฮยอนครับ..”
“ห๊ะ?”
“เมื่อเข้าตอนผมเปิดร้าน ผมเห็นโน๊ตนี้แปะไว้หน้าประตูอ่ะ”
ฮยอนซึงรับกระดาษสีขาวมาไว้ในมือก่อนจะค่อยๆไล่สายตาผ่านหมึกสีดำ ตั้วหนังสือสั้นๆบนกระดาษ 'menteur'
คิ้วขมวดเข้าหากัน..เขารู้ความหมายของมันหากแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมาแปะอยู่หน้าร้านของเขา..
“'คนโกหก' พี่ว่ามันมาจากไหนอ่ะ พี่ไปโกหกใครมาป่ะ ผมไม่เคยนะ!”
“ไม่รู้สิ บังเอิญล่ะมั้ง..ช่างเหอะ”
กระดาษบางถูกขยำทิ้งลงในถังสีดำ ก่อนที่ร่างบางจะกลับไปทำหน้าที่ของตนต่อไป มือขาวค่อยๆดึงริบบิ้นสีขาวบริสุทธิออก
ก่อนเส้นสายสีขาวจะขาดสะบั้นเมื่อถูกร่างบางตัดมันออก สีขาวเงาวับค่อยๆไล้พันไปรอบๆช่อดอกไม้ช่อโตบนโต๊ะใหญ่
ถึงจะบอกไปว่าช่างมันแต่ในหัวก็ยังคงคิดอยู่ดี ริบบิ้นสีสวยถูกผูกเป็นปมก่อนจะถูกดึงออกอีกครา...ไม่ได้ดั่งใจเลย...
ไอ้พวกเด็กมือบอนที่คอยเล็งจะพ่นสีกราฟิตี้ใส่กำแพงชาวบ้านอยู่ตลอดเวลามันก็มีอยู่ทั่วไปอยู่หรอก
แต่ไอ้ที่เอากระดาษโน๊ตมาแปะนี่เขายังไม่เคยได้ยิน..แนวใหม่เหรอไง?
“อยากสักเหรอไง? ฉันไม่ให้สักหรอกนะ น่าเสียดายผิวของนาย^^”
“ฉันยังไม่อยากมีอะไรติดตัวไปจนวันตาย...”
“ถ้านายพบเมื่อไหร่นายก็จะอยากอยู่กับมันจนวันตายเอง..”
“อือ..ถ้าสำหรับฉันคงเป็นคำว่า'menteur'....ล่ะมั้ง...”
เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงจากโบสถ์ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปไม่กี่บลอคดังขึ้นปลุกเขาออกจากห้วงความคิด
ภาพในอดีตที่เริ่มย้อนกลับมา ถาโถมเข้ามามากขึ้นในทุกๆวัน..ราวกับจะไม่มีวันหายไป
ฮยอนซึงส่ายหน้ากับตนเองก่อนจะหันไปหาดงอุนที่เหม่อมองออกไปภายนอกกระจกใสหน้าร้าน
ร้านกาแฟเล็กๆฝั่งตรงข้ามเยื้องกับร้านของเขาไปแค่นิดเดียวเท่านั้นเต็มไปด้วยผู้คน
“มองอะไรหน่ะ..เที่ยงแล้วนะ ออกไปหาอะไรกินกันเหอะ”
“ผมยังไม่หิวอ่ะ พี่ไปก่อนได้เลย”
“งั้นฝากซื้อไรป่ะ?”
“ไม่ครับ ขอบคุณมาก” ดงอุนยิ้มตาหยีให้เขา ไอ้เด็กนี่ก็มีส่วนต่างจากโยซอบอยู่เหมือนกันแฮะ น้องชายที่คอยตามเขาอยู่ตลอด
แล้วอีกอย่าง หมอนี่..ดูยังไงก็ไม่เหมือนเด็กอายุ19เอาเสียเลย- -
ฮยอนซึงรีบวิ่งออกจากร้านทันทีเมื่อเห็นไฟสีแดงเปลี่ยนสี ผู้คนมากมายที่เดินข้ามถนนพร้อมๆกับเขา..
...ไม่ได้สังเกตุเลยสักนิด..
...................
ประตูร้านดอกไม้ถูกเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับเสียกระดิ่งไล่หลัง ภายในร้านยังคงว่างเปล่าไร้วี่แววผู้คน
มีเพียงเด็กหนุ่มร่างสูงกับปากกาในมือที่ยังคงวุ่นอยู่กับชีทที่กองไปทั่ว
“ทำการบ้านไม่ทันอีกแล้วล่ะสิ” ฮยอนซึงทัก
“โหย เดี๋ยวก็เสร็จแล้วพี่ อ่าใช่..มีคนฝากนั่นไว้ให้พี่ด้วยอ่ะ”
ดงอุนเงยหน้าขึ้นจากกองการบ้านของตนก่อนจะชี้ไปที่ถุงกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะหลังร้าน
หัวใจเริ่มเต้นถี่ขึ้นมื่อพบเข้ากับสภาพคุ้นตา..แต่ละก้าวที่ก้าวเข้าไปหยิบได้แต่ภาวนาหวังว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่คิดไว้
มือบางเปิดถุงกระดาษออกก่อนจะพบเข้ากับแบลซเซอร์ที่ส้มโอโรสภายใน..ใช่..จริงๆด้วย..
งั้นโน๊ตเมื่อก่อนเช้านั่นก็เหมือนกันใช่ไหม...ทำไมกัน..
ร่างบางรีบวิ่งออกไปนอกร้าน สายตามองไปรอบตัวเพื่อตามหาคนที่ต้องการ
ทุกอย่างที่เขาได้ทิ้งเอาไว้ค่อยๆเริ่มกลับมาหาเขา..แล้ว..ควรจะทำอย่างไรดี..
ไฟสีแดงสว่างวาบขึ้นก่อนที่ฝูงคนจากฝั่งตรงข้ามจะพากันเร่งฝีเท้าข้ามฝั่งตรงมาที่เขา
แรงกระแทกจากผู้คนที่เร่งรีบกลับบ้าน..ร่างบางเซจนแทบล้ม หากแต่ยังคงไม่ก้าวไปไหน
ไปไหนเสียล่ะ..อยากเจอฉันนักไม่ใช่เหรอ..
...อยู่ที่นี่แล้วไง....
ตาคมสวยหันขวับทันทีที่รู้สึกถึงสัมผัสเบาบนไหล่ขวา หากเบื้องหน้าไม่ใช่คนที่คิดไว้
“พี่เป็นอะไรรึเปล่า? ข้างนอกนี่มีอะไรเหรอ?”
“เปล่า..ไม่มีอะไรหรอก”
...ไม่มีเลย...
......
..
แก้วกาแฟค่อยๆถูกวางลงบนโต๊ะไม้ สายตาคมจ้องมองออกไปภายนอกร้านกาแฟ ภาพของชายหนุ่มจากอีกฟากของถนน
ท่าทางกระสับกระส่ายเหมือนกำลังมองหาใครสักคนอยู่ ริมฝีปากแห้งผากแม้กาแฟขมเพิ่งจะไหลผ่านลำคอ..
..อยากจะวิ่งไปหาเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่ามีสิทธิที่จะทำอย่างนั้นได้หรือเปล่า..ความสัมพันธ์ของเขาและฮยอนซึง..
...ไม่มีคำใดอธิบายได้เลย...
กลิ่นของกำแฟดำยังคงหอมหวาน..แม้รสชาตินั้นช่างขมขื่น...
......................
ร่างบางที่วันนี้ไม่ได้หอบอะไรในมือมาเลยดูเหมือนขาดอะไรไป..ฮยอนซึงที่รีบวิ่งข้ามผ่านทางม้าลายตรงไปยังร้านดอกไม้หัวมุมถนนอีกฝั่ง
วันนี้เขามีเรียนบ่ายแต่ไม่เข้าสักวันนึงก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง..มีบางอย่างที่สำคัญยิ่งกว่า..
ทั้งที่ร้านรวงรอบข้างยังคงปิดสนิทหากแต่ป้ายที่ถูกแขวนอยู่บนประตูกระจกร้านดอกไม้ถูกพลิกเป็นคำว่า'open'
ถึงกระนั้นกลับไม่มีแม้แต่ถังเหล็กหรือดอกไม้ใดๆตั้งอยู่หน้าร้าน เพราะคนที่เขารออยู่ไม่ใช่ลูกค้า..
ใครบางคนที่พยายามหนีมาตลอด พยายามลืมมาตลอด..แต่เขาปฎิเสธความรู้สึกข้างในไม่ได้
เสียงแมสเสจดังขึ้นเบาๆจากในกระเป๋ากางเกง มือบางเลื่อนมือสไลด์หน้าจอมือถือเพื่ออ่านข้อความ
'พี่ครับ ผมทำมันไม่ทันจริงด้วย ขอหยุดวันนึงนะครับTT – ดงอุน(ผู้ทำการบ้านไม่เสร็จ)'
ร่างบางหลุดยิ้มกับข้อความตรงหน้าก่อนจะวางมือถือเครื่องแบนลงบนเคาท์เตอร์อย่างเดิม
ก็เท่ากับว่าเขาต้องอยู่ที่นี่คนเดียวทั้งวัน...ตาคมเปรยมองไปรอบๆ กระถางเหล็กถูกวางกองกันอยู่หลังร้าน
ปฎิทินที่แขวนอยู่บนฝาผนังเต็มไปด้วยรอยปากกา..นี่วันนี้มีคิวเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย..
ฮยอนซึงยันตัวลุกขึ้นก่อนจะเริ่มจัดการจัดร้านด้วยตนเอง ใช่ว่าเขาจะทำไม่ได้ ก็แค่ดงอุนมันรับหน้าที่มาตลอด
พังเหล็กสีเงินค่อยๆถูกยกลอยขึ้นด้วยแรงจากร่างบาง แทบลืมไปแล้วว่าไอ้ถังเหล็กพวกนี้มันหนักแค่ไหน..
.....
..
"Merci" ร่างบางก้มหัวเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบางๆให้หญิงสาวที่เพิ่งรับช่อดอกไม้ออกไป
กลิ่นแกลดิโอลัสอ่อนๆที่ค่อยๆจางหายไปพร้อมกับร่างของหญิงสาวที่เดินออกจากร้านข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม
เสียงนาฬิกาจากโบสถ์ดังขึ้นอีกครั้ง เที่ยงแล้วหากแต่ยังคงไร้วี่แวว..
ฮยอนซึงถอนหายใจก่อนจะเหลือบมองตารางคิวงานของวันนี้อีกครั้ง เหลืออีกแค่สอง..
สาวเท้ากลับเข้าไปยังหลังร้านเพื่อหยิบห่อกระดาษออกมาเพิ่ม เวลาเดียวกับที่เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น
ร่างบางวิ่งออกไปที่เคาท์เตอร์อีกครั้ง มองผ่านช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่เขาจัดทิ้งไว้แล้วถูกวางลงบนเคาท์เตอร์
เขาจำมันได้ดี ปมริบบิ้นที่ไม่ว่าอย่างไรก็ผูกไม่ได้ดั่งใจเสียทีจนเจ้าตัวถอดใจและละมันไว้อย่างนั้น
ไม่คิดว่าจะมีใครหยิบมันขึ้นมาดูด้วยซ้ำ...
“แนบการ์ดให้ด้วย..” ไม่ใช่เพราะภาษาบ้านเกิดที่ไม่ได้ยินนานแต่เพราะเสียงคุ้นหูที่ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมอง
กระดาษที่ถูกขยำจนเปื่อยยุ่ยถูกเลื่อนมาไว้ตรงหน้าเขา
'ขอโทษ' ข้อความที่ถูกเขียนด้วยหมึกที่เลือนลางไปกับรอยยับของกระดาษ
ไม่ว่ามันจะเละมากไปกว่านี้อีกเขาก็ไม่มีทางลืมมันได้ เพียงเพราะมันคือลายมือของเขาเอง
ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาที่ค่อยๆเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาสบเข้ากับดวงตาเรียวของชายร่างโปร่งยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์
รอยยิ้มบางๆที่ค่อยถูกส่งมาให้เขาพร้อมกับแววตาที่ดูเศร้าสร้อย
“คงไม่ได้หรอกครับ” กระดาษที่ดูไร้สภาพถูกมือบางขยำพร้อมกับช่อดอกไม้ที่ถูกโยนลงกับพื้น
...
.
“ทิ้งทุกอย่างไว้แล้วเริ่มใหม่กันเถอะ” ชายหนุ่มหน้าสวยค่อยๆคลี่ยิ้มส่งกลับไปให้ร่างสูงที่สีหน้าถอดสีจากเมื่อครู่
ร่างบางค่อยๆย่างกายเข้าไปใกล้ลูกค้าหนุ่มหน้าเคาท์เตอร์ มือขาวยกขึ้นโอบไหล่กว้างพร้อมกับออกแรงรั้งไว้
สัมผัสที่ไม่คิดว่าจะได้รับอีกแล้ว..ความอบอุ่นค่อยๆซึมแทรกผ่านร่างกาย...จุนฮยองโน้มหน้าลงไปใกล้ใบหน้าคมตรงหน้า
มือเรียวไล้ลงไปบนแก้มเนียน ริมฝีปากแดงระเรื่อที่ใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
ร้านสีเบจอบอวลไปด้วยกลิ่นบุปผา ไอแดดอ่อนๆลอดผ่านกระจกบานใหญ่หน้าร้านเข้ามาภายใน
ทาบผ่านร่างสองร่างที่กอบกุมกันแน่นเงาดำขนานลงกับพื้น..ริมฝีปากที่ค่อยๆประกบเข้าหากัน
..เบาบาง..เนิ่นนาน..
...เพราะเพรียกหามาโดยตลอด...
:
'
End.